[SF]พรหมลิขิต'The Fate#1'

posted on 18 Sep 2010 18:12 by opera-opera  in Project

Title: พรหมลิขิต มินคีย์สุนทราภรณ์โปรเจค
Author: oopeveseeyou
Category: Romance & Drama
Pairing: Minho X Key
Rating: PG-13



















คนหนึ่ง เหงา....
อีกคน ก็เหงา....


อีกคนหนึ่งอยู่อีกฟากของซีกโลก...
ส่วนอีกคน ก็อยู่อีกฟากของซีกโลก....


ความรักของเขาทั้งสองคนจะมาบรรจบกันเช่นไร
พรหมลิขิต จะขีดให้เขามาเจอกันได้อย่างไร
และโชคชะตา จะกำหนดให้เขาทั้งสองคน รักกันได้อย่างไร ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 หน้าหนาวของผมในปีนี้ก็ยังเหมือนเดิม ผมยังนั่งกินข้าวคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว
ผมคอยมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนท้องถนน แต่ก็เหมือนเดิม ผู้คนต่างเดินจูงมือกันกับคนรักของตัวเอง
กอดกัน คลายอากาศที่เย็นเฉียบ แต่ผม....ต้องกอดตัวเอง




*
.
*
.
*
.
.
.
.




"คิมคีย์บอม~" เสียงเรียกร้องชื่อของผม ทำให้ผมต้องหันขวับไปมองหาต้นเสียง

"อ๊า~ว่ายังไง ซูยอง" ผมหันไปหาต้นเสียง นั่นก็คือชเว ซูยองนั่นเอง

"มานั่งทำอะไรอยู่คนเดียว ?" หญิงสาวเอามือมาจิ้ม ๆ ที่หน้าผม

"ก็ นั่งคนเดียวเป็นประจำนี่นา" ผมบอกซูยอง พลางใช้เท้าเขี่ยหิมะที่ตกลงมาคลุมพื้นดิน ให้เป็นรูปตัวอักษรต่าง ๆ ซูยองจึงหย่อนก้นน้อย ๆของตัวเอง ลงมานั่งลงข้าง ๆกันกับผม

แล้วบรรยากาศเงียบๆ ก็เกิดขึ้นกับผมและซูยอง จนผมรู้สึกว่ามันแปลก ๆ

"ฮึบ !" ซูยองยืนขึ้นสุดตัวของตัวเอง ยื่นมือมาตรงหน้าผม

ผมแหงนมองเธอเล็กน้อย เป็นเชิงถาม เธอจึงยิ้มให้ผมเล็กน้อย


"ไปกินอะไรร้อน ๆกัน" เธอว่า พลางยื่นมือเข้ามาใกล้หน้าผมเข้ามาอีก

ผม มองหน้า ของเธอเล็กน้อยแล้วจึงยื่นมือของผมไปจับกับมือของเธอ เธอผายยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเดินจูงมือผมไปตามถนน ไปยังที่ที่เธอบอกว่า จะพาผมไปทานอะไรร้อน ๆ


ชเว ซูยอง คือเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมของผม ซึ่งเป็นเพื่อนคนเดียวของผมที่ผมสนิทที่สุด และมีอยู่ ซูยองเป็นคนร่าเริงตลอดเวลา ในเวลาที่ผมกำลังเศร้า ก็จะได้ซูยองมาคอยปลอบทำให้ผมยิ้มได้เสมอ


















 

 

 

 

 

 

 

 





ผม กำลังเดินอยู่บนถนน ที่ผู้คนต่างกำลังวิ่งหลบฝนที่กำลังตกลงมา เพื่อหลบฝน บางคนพาคนรักของตนหลบอยู่ในเสื้อโค้ชที่ตัวเอง ใส่อยู่ บางคู่ก็เดินอยู่ในร่มคันเดียวกัน ที่เวลาผมมองเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาคนพวกนี้ไม่น้อย ที่ต่างมีคู่รักของตัวเอง คอยดูแล เอาใจใส่ แต่กลับตรงข้ามกับผม...ในขณะที่ผู้คนพวกนั้นมีคู่

แต่ผม...กลับต้องอยู่คนเดียว


*
.
.
.
.
*
.
.
*
.

ผม อยู่ที่นิวยอร์กมา 6ปีแล้ว พ่อกับแม่ของผมส่งผมมาเรียนที่นี่ตั้งแต่ผมยังอยู่เกรดเจ็ด จนตอนนี้ผมจบมัธยม แล้วกำลังเรียนในมหาวิทยาลัย บ้านของผมอยู่ที่โซล แต่เพราะท่านทั้งสองอยากให้ผมมาเรียนที่นี่ เพราะท่านอยากให้ผมกลับไปดูแลกิจการใหญ่ของพวกท่าน






"ครับ~" ผมรับโทรศัพท์ เมื่อเห็นว่ามีสายเข้า คือคุณพ่อของผมนั่นเอง
'มินโฮหรอลูก' เสียงคุณพ่อสั่นระริก จนผมสังเกตุได้
"คุณพ่อเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?" ผมถาม
"เอ่อ...คือ...แม่ของลูก" คุณพ่อพูดกระอักกระอ่วน
"คุณแม่ทำไมหรือครับ" ผมถามต่อ แล้วหัวใจผมก็เริ่มสั่น เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับคุณแม่
"เอ่อ...แม่ของลูกน่ะ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล" คุณแม่อยู่ที่โรงพยาบาล ? ท่านเป็นอะไร ?
"คุณแม่เป็นอะไรครับ ทำไมถึงได้อยู่ที่โรงพยาบาล" ผมถามคุณพ่อ พยายามข่มเสียงไม่ให้คุณพ่อจับได้ว่าผมกำลังตกใจ
"ก็แม่เป็นมะเร็ง" คุณพ่อตอบเสียงเบาลง
"ห๊ะ ! เป็นตั้งแต่ตอนไหนครับ" ผมรู้สึกเหมือนหัวใจของผมมันชาวาบ คุณแม่เป็นมะเร็งตั้งแต่ตอนไหนกัน ?
"ก็ตั้งแต่ลูกไปอยู่ที่นู่นได้สามปีนั่นแหล่ะ"
"แล้วทำไมคุณพ่อถึงไม่บอกผมล่ะครับ"
"ก็แม่ของลูก กำชับพ่อไว้ว่าห้ามบอกลูก กลัวว่าลูกจะเป็นห่วงแล้วบินกลับมา แล้วทิ้งการเรียนที่นู่น" โธ่คุณแม่ !
"ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะบินกลับวันศุกร์นี้นะครับ" ผมบอกคุณพ่อ พลางเดินไปทั่วห้องหานั่นหานี่ด้วยความรีบร้อนที่จะกลับไปหาคุณแม่ คนที่ผมรักมากที่สุด




*
.
.
.
.
.
.




ผม บินกลับมาที่เกาหลีแทบจะในทันที่ได้ยินว่าคุณแม่ป่วย และพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตามที่คุณพ่อได้บอกไว้ และอย่างที่ว่า ในทันทีที่เครื่องบินลงที่สนามบินอินชอน ผมก็รีบร้อนใจมาก และรีบเดินทางไปหาคุณแม่โดยเร็ว





ตึก ตึก ตึก !
เสียงรองเท้าของผมดังกระทบกับพื้น จากการวิ่งของผมด้วยความรีบร้อน แล้วผมก็มาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วย

'ชเว มินจี'

ชื่อของคุณแม่ติดอยู่ตรงหน้าประตูห้อง ผมอยู่ทำใจอยู่นานก่อนที่จะค่อย ๆเอื้อมมือไปบิดลูกบิดอย่างยากลำบาก

"คุณ แม่" ผมเอ่ยชื่อบุคคลที่นอนอยู่ตรงหน้า บัดนี้ใบหน้าอันสวยงามที่ผ่านการดูแลและบำรุงมาหลายปี กลับดูซีดผอม และมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ทั่วเตียง คุณแม่ยังคงนอนหลับอยู่อย่างไม่รู้สติ โดยที่ผมกำลังเดินเข้าไปใกล้ท่านเรื่อย ๆ

ผมเอื้อมมือไปจับมือของท่าน ที่แต่ก่อนอ่อนนุ่มและสวยงาม แต่บัดนี้กลับแห้งกร้านไม่ต่างจากใบหน้าที่ซีดเซียวของท่านเลย

ผม ประคองมือของคุณแม่ขึ้นมาอย่างเบามือ ช้า ๆ ผมใช้หน้าของผมซบลงกับมือของท่านคนที่ผมรักและโหยหาอ้อมแขนนี้มาหลายปี ผมไม่ได้เดินทางกลับมาที่เกาหลีหลายปี ไม่คิดว่าท่านจะป่วยหนักขนาดนี้ ผมพยายามที่จะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลลงมา แต่ตาของผมก็เริ่มชื้นขึ้นมานิดหน่อย

"มินโฮ" เสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบา ที่ดังมาจากข้างหลัง โดยที่ผมไม่ต้องหันไปก็รู้ว่านี่คือเสียงคุณพ่อ
"คุณหมอว่ายังไงบ้างครับ" ผมถามท่าน ในขณะที่สายตาของผมยังไม่ละวางจากใบหน้าของคุณแม่
"หมอบอกว่า...เอ่อ" คุณพ่อพูดตะกุกตะกัก
"คุณพ่อครับ~" ผมพูดเสียงเบาเชิงอ้อนวอน

"คุณแม่จะต้องปลอดภัยใช่มั้ยครับ " ผมยิ้มบางๆ และพยายามข่มเสียงตัวเองไม่ให้สั่นเท่าที่จะทำได้
"หมอบอกว่า แม่อาจจะต้องผ่าตัด แต่.." คุณพ่อเว้นช่วง ก่อนจะถอนหายใจและพูดต่อ
"แม่อาจจะอาการดีขึ้นแค่ 50เปอร์เซ็นเท่านั้น" คุณพ่อพูด

"เหรอครับ" ผมเอ่ย พลางวาดมืออีกข้างไปกอดคุณแม่ที่นอนอยู่
คุณ พ่อเดินเข้ามาตบบ่าผมเบา ๆ เชิงให้กำลังใจและลูบหัวผมเชิงว่า คุณแม่ต้องไม่เป็นไร คุณแม่ต้องปลอดภัย เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผมภาวนาได้ และพยายามให้กำลังใจตัวเองในเหตุการณ์แบบนี้


















 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"คีย์~เราต้องกลับก่อนนะ" ซูยองเดินมาสะกิดผม
"ทำไมวันนี้รีบกลับนักหล่ะ" ผมถาม
"ก็นายก็รู้ใช่มั้ยล่ะ ว่าแม่เราไม่ค่อยสบาย" ซูยองพูด พลางระบายยิ้มบางๆให้ผม แต่แววตาของเธอกลับดูเศร้าหมอง
"อื้ม ไปเถอะ ! ไว้เราจะไปเยี่ยมแม่ซูยองนะ" ผมบอก
"จ่ะ งั้นเราไปก่อนนะ บายจ่ะ" ซูยองโบกมือให้ผม แล้วเธอก็รีบสาวเท้าไปข้างหน้า

ผม รู้สึกเหมือนผมถูกซูยองทิ้งยังไงยังงั้น แต่ผมไม่ควรจะคิดแบบนั้น เพราะว่าซูยองต้องไปดูแลแม่ของเธอที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล และถ้าหากว่าผมว่าง ควรไปเยี่ยมแม่ของซูยองด้วยสิ ถึงจะถูก


*
.
.
.
.
.
*
..

.

"คีย์~ลูกจะไปไหนล่ะ" แม่ถามผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังใส่รองเท้า
"คีย์ไปเดินเล่นแถวนี้แป้บเดียวเองครับแม่"
"อย่ากลับดึกนะลูก อากาศมันหนาว"








ผม เดินเอื่อยอยู่แถว ๆย่านเมียงดงในตอนนี้ก็เวลาเกือบจะหนึ่งทุ่ม สาเหตุที่ผมออกมาเดินเตร็ดเตร่ข้างนอกนตอนแบบนี้ก็เพราะว่าผมรู้สึกเบื่อ ๆอยากจะเดินดูคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในตอนนี้

ผมกระชับเสื้อโค้ตตัวเก่งของผมให้แน่นขึ้นเพราะว่าอากาศเริ่มจะเย็นลงเรื่อย ๆ ทำให้ผู้คนเริ่มบางตา ทยอยกลับบ้านกันหมดแล้ว

ผมเดินมานั่งตรงม้านั่งที่ไม่มีคนนั่ง ในสวนสาธารณะ แล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยคนเดียว

"จ๋อม ม ~!" จู่ๆ ก็มีลูกหินตรงลงไปในน้ำ
ผม จึงหันไปหาต้นเสียง แล้วผมก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาตัวสูง ตากลมโต และขาวมาก ๆ ใบหน้าเขาดูคมสัน หล่อเหลาเลยทีเดียว แต่เขากลับมีใบหน้าเหมือนคนกำลังทุกข์ใจ เหมือนกำลังอมโลกทั้งใบไว้อย่างนั้นแหล่ะ แต่ผมก็ไม่สนใจอะไรมากนัก ผมจึงเลือกที่จะนั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียวดีกว่า










 

 

 

 

 

 

 

 

 









*
.
.
.
.
.
.


ตอน นี้มันเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว ผมไม่รู้ว่าไปที่ไหน ผมเลยไปที่สวนสาธารณะแถวย่านเมียงดง ที่เงียบมาก ๆ ทำให้ผมได้คิดอะไรๆหลายๆอย่างได้

"จ๋อมมมมมม !" ผมโยนหินไปในน้ำ ทำให้เกิดน้ำเป็นวงกว้าง ผมจะชอบทำแบบนี้เป็นประจำเวลาผมเครียดหรือเวลาที่ผมไม่สบายใจอะไร ผมก็จะมานั่งอยู่คนเดียวเงียบ ๆ นั่งฟังเสียงลม เสียงผู้คน




*
.
.
.
.
*
.
.
.
*
.
*










ผม มองออกมานอกหน้าต่างโรงพยาบาล หิมะกำลังตกปอย ๆ มันทำให้ดูอึมครึม แต่เมื่อหากเราลองสังเกตุดี ๆ จะเห็นว่ามีแสงไฟจากดวงไฟหลอดหนึ่งที่กำลังส่องแสงสว่างอยู่ ท่ามกลางหิมะที่ตกและอากาศอันเหน็บหนาว มันยังส่องสว่างสดใส ให้ความอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่เคยท้อเลยสักวัน .... แต่ทำคนเรา มีทั้งคนที่รักมากมาย





ทำไม...ถึงท้อแท้ และท้อถอยกันล่ะ ?












ผ่าน มาหนึ่งสัปดาห์แล้ว คุณแม่ยังไม่ฟื้นขึ้นมา หมอที่เข้าตรวจอาการทุกวัน พวกเขาก็ล้วนแต่ส่ายหัวกลับไปทุกครั้ง คุณแม่ของผม อาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย ผมอยากเห็นคุณแม่ยิ้ม...อีกสักครั้ง



*
.
.
.
*
.
.
.
.
.
'ตี๊ดดดดดดดดดดดดด'
เสียงเครื่องจับชีพจรลากเสียงยาว ภายในห้องไอซียูอันเงียบเชียบ
ทุกคนหันมองหน้ากัน ไม่มีแม้แต่เสียงพูดใด ๆ ภายในห้อง ทั้งหมอ พยาบาล และผม
ได้ยินเสียงหอบหายใจถี่ ๆ ของทุกคนเท่านั้น
ใช่แล้ว ! คุณแม่ของผม ท่านเสียแล้ว ท่าน...ไม่อยู่กับผมแล้ว
ผมยังไม่แม้แต่ที่จะคุยกับคุณแม่เพียงสักคำ
ผมยังไม่เห็นรอยยิ้มของคุณแม่เลยแม้สักครั้ง
ผมยังไม่ได้ถูกคุณแม่กอดตอบเมื่อผมกอดท่าน





ท่าน...จากผมไปแล้ว
จากผม น้องผม และคุณพ่อไปแล้ว
คุณแม่จากพวกเราทุกคนไป
ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออก หัวของผมมันหนักอึ้งไปหมด ผมไม่อยากจะเชื่อเลย

น้ำใส ๆ หยดเล็ก ๆ ไหลออกพรั่งพรูจากตาของผม เมื่อผมหันไปก็เห็นน้องสาวที่กำลังร้องไห้อยู่เช่นกัน
คุณพ่อที่เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ ก็ได้แต่เอามือปิดหน้าของตัวเองแล้วทรุดนั่งลงกับโซฟา
ผมอ้าแขนออกกว้างรับน้องสาวที่ถาเข้ามากอดผม น้องของผมร้องไห้อย่างหนัก
จนตัวของเขาสั่นเทาไปหมดทั้งตัว ไม่ต่างจากผม

ผมกอดปลอบน้องจนน้องของผมหลับไปแล้ว
เสื้อของผมเปียกชื้นจากน้ำตาที่น้องร้องไห้ซบลงตรงอกผม
ในเวลานี้น้องกำลังอ่อนแอและต้องการกำลังใจ
ผมจึงอ่อนแอไม่ได้ ผม ... จะต้องเข้มแข็ง...


*
.
.
.
.
*
.
.
*











"คีย์~"
"ว่าไงซูยอง" ซูยองที่มาโรงเรียนแต่เช้าทักผม
"แม่เรา...เสียแล้วนะคีย์" ซูยองพูดเสียงเบา พลางแหงนหน้ามองเพดานห้อง
"เอ่อ...เราเสียใจด้วยนะซูยอง" ผมบอก ซูยองพยักหน้ารับคำผมเล็กน้อย แต่แววตาของเธอก็ยังส่อแววเศร้าหมอง
และบวมช้ำ ที่เกิดการร้องไห้มาทั้งคืน


*
.
.
.
.
.
*
.


วันนี้เป็นงานศพของแม่ซูยอง ซึ่งผมก็ได้มางานพร้อมกับคุณแม่ของผม
เมื่อผมมาถึงก็เห็นว่าซูยองที่นั่งอยู่หน้าศพของคุณแม่ ได้ร้องไห้อย่างหนัก
ผมจึงรีบเดินลิ่ว ๆ เข้าไปซูยอง และกล่าวทักทายคุณพ่อและพี่ชายของซูยองตามมารยาท

"สวัสดีครับคุณพ่อ...สวัสดีครับพี่...เอ่อ"
"นี่นาย...นายคือที่อยู่ที่นั่น วันนั้น !"









TBC.


Categories